สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย “TDIA” ลงนาม MOU ร่วมเทคโนสยามยกชั้นขายตรงเปิดหลักสูตรปริญญาโท และอาจต่อยอดถึงปริญญาเอก

สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย “TDIA” ลงนาม MOU ร่วมเทคโนสยามยกชั้นขายตรงเปิดหลักสูตรปริญญาโท และอาจต่อยอดถึง ปริญญาเอก

สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย “TDIA” ลงนาม MOU ร่วมเทคโนสยามยกชั้นขายตรงเปิดหลักสูตร ป.โท ต่อยอดถึง ป.เอก

นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย เปิดเผยว่า โครงการความร่วมมือทางวิชาการในการเปิดหลักสูตรการสอนวิชาขายตรงในระดับปริญญาโทกับวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) จับมือวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เปิดหลักสูตรสอน วิชาชีพขายตรงเทียบชั้น ป.โท เป็นแห่งแรก หวังผลักดันภาพขายตรงไทยให้เป็นธุรกิจสีขาวแบบไร้มลทิน โดยค่าเล่าเรียนตลอดหลักสูตร 1.2 แสน บาท แต่สมาชิกสมาคมอุตสาหกรรมฯ ลดเหลือคนละ 1 แสนบาท เริ่มแรกคาดว่ามีผู้เรียนทั้งสิ้น 30 คน โดยจะเปิดสอนในช่วงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ แถมนายกสมคมฯยังปล่อยหมัดเด็ดทิ้งท้าย หลักสูตรนี้อาจต่อยอดถึงชั้น ป.เอก ได้ต่อไป

นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย เปิดเผยว่า โครงการความร่วมมือทางวิชาการในการเปิดหลักสูตรการสอนวิชาขายตรงในระดับปริญญาโทกับวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามครั้งนี้ ถือเป็นโครงการแรกที่ทางสมาคมฯ ได้ดำเนินการหลังจากตนเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมฯ และถือเป็นการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จด้วยดี ในอนาคตสมาคมฯจะมีการขยายความร่วมมือเหล่านี้ไปสู่หน่วยงานการศึกษาอื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ หลักสูตรขายตรงที่จะเปิดสอนในวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม สมาคมฯ มีส่วนร่วมในการให้คำปรึกษา  และจะแนะนำคณาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับวิชาขายตรงโดยเฉพาะ ให้กับ    วิทยาลัยฯ  ซึ่งผู้เรียนในกลุ่มแรก สมาคมฯ รวบรวมสมาชิกจำนวนหนึ่งมาสมัคร มีประมาณ 30 คน ค่าศึกษาตลอดหลักสูตรประมาณ 1.2 แสนบาท แต่ในฐานะสมาชิกของสมาคมฯ ทางวิทยาลัยลดให้เหลือคนละ 1 แสนบาท ในอนาคตหากมีผู้ประสบความสำเร็จในระดับปริญญาโทแล้ว ระดับปริญญาเอกก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลจนเกินไป ที่ผ่านมาตนก็ได้มีการพูดคุยคร่าวๆ แล้วกับทางวิทยาลัยฯ

นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในขณะนี้สมาคมฯ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจำนวนหนึ่งจากกระทรวงอุตสาหกรรม เราจึงเตรียมจะทำโครงการเปิดอบรมหลักสูตรขายตรงในระยะสั้นร่วมกับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า เป็นการจัดอบรมฟรี แต่อาจจำกัดเวลาและจำนวนคน โดยจะมุ่งเน้นไปยังผู้ที่อยากประกอบธุรกิจใหม่เป็นอันดับแรกก่อน ดังนั้น จะเห็นได้ว่าสมาคมฯ เองมีความต้องการที่จะส่งเสริมด้านการศึกษาเกี่ยวกับการขายตรงอย่างถูกต้อง ให้กับบุคคลทุกๆ ฝ่ายจริงๆ เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อผู้บริโภค คือภาพจากคนภายนอกที่มองเข้ามาต้องมองภาพธุรกิจขายตรงอย่างถูกต้อง ด้วยภาพลักษณ์ที่ดีงาม ซึ่งโครงการในครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี และสมาคมฯ เองคงมีอีกหลายๆ โครงการที่จะได้ร่วมกับหน่วยงาน อื่นๆ ต่อไป

ด้านอาจารย์พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช อธิการบดี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวว่า หลักสูตรนี้ มีชื่อว่าหลักสูตรปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (M.B.A.) กลุ่มวิชาการตลาดและธุรกิจเครือข่าย โดยผู้เรียนต้องศึกษาวิชาว่าด้วยการขายตรงทั้งหมด 36 หน่วยกิต มีประมาณ 5 วิชา รวมถึงการทำวิทยานิพนธ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง ซึ่งทางวิทยาลัยจะเริ่มเปิดกลุ่มวิชานี้ในภาค 2/55 ประมาณเดือนพฤศจิกายน โดยกำหนดระยะเวลาเรียนอย่างช้าที่สุดไม่เกิน 5 ปี

ทั้งนี้ คณาจารย์ที่สอนมีทั้งอาจารย์จากภายในและภายนอกหรือผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ทางสมาคมฯ ได้เสนอชื่อมาให้เราพิจารณา โดยหลักสูตรแรกจะมีผู้เรียนจากสมาคมฯประมาณ 30 คนก่อน หลังจากนั้นทางวิทยาลัยจะได้นำองค์ความรู้ต่างๆ มาปรับปรุงให้เป็นที่ต้องการของคนทั่วไปอย่างแท้จริง และขยายวงกว้างไปสู่กลุ่มบุคคลทั่วไปที่สนใจในวิชาชีพขายตรงต่อไป

อธิการบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ยังได้กล่าวถึงความแตกต่างของหลักสูตรวิชาชีพขายตรง ของวิทยาลัยฯ กับสถาบัน อื่นๆ ว่า “นอกจากที่นี่จะเป็นสถาบันแห่งแรกที่เปิดสอนกลุ่มวิชาขายตรงระดับปริญญาโทแล้ว สิ่งที่แตกต่างหรือข้อได้เปรียบที่ผู้เรียนจะได้รับจากวิทยาลัยของเรายังมี อีก 4 ประการด้วยกัน คือ ประการแรก ความรู้ ที่ไม่ใช่เพียงความรู้ในทฤษฎี สอง ประสบการณ์ซึ่งได้มาจากอาจารย์ ผู้สอนและผู้เรียนที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับวิชาชีพขายตรง เข้ามาแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน ประการที่สาม การสร้างองค์ความรู้ใหม่จากปัญหาต่างๆ ที่ทุกฝ่ายร่วมกันคิดวิเคราะห์ และแก้ไข และประการสุดท้าย เครือข่ายสังคมผู้เรียนที่อยู่ในวิชาชีพเดียวกัน”

ปี 2555 นี้ "ธุรกิจขายตรง (MLM) รวย!!

ปี 2555 นี้ “ธุรกิจขายตรง (MLM) รวย!!

ปี 2555 นี้ คงจะเป็นปีมังกรทองของธุรกิจขายตรงเป็นแน่แท้

ปี 2555 ปีทองของธุรกิจขายตรง MLM

เห็นที ปี 2555 นี้ คงจะเป็นปีมังกรทองของธุรกิจขายตรงเป็นแน่แท้

เหตุที่กล้าเอ่ยเริ่มต้นด้วยประโยคเช่นนี้ ก็เพราะการเห็นด้วยตาเปล่าและความที่ผู้เขียนได้คลุกคลีสัมผัสกับคนวงในขายตรงหลายสำนัก หลายหน้าที่ ทำให้ประโยคที่กล่าวไม่ใช่เพียงการคาดเดาแน่นอน

ผ่านระยะเวลาการทำธุรกิจมาร่วม 9 เดือนของปี 2555 สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดถึงความเจริญรุ่งเรืองของธุรกิจขายตรง คือ ปัญหาจากภายนอก เรื่องการเมืองไม่มีอะไรรุนแรง สภาพความเป็นไปของสังคม ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่ชวนขนลุก จนทำให้ผู้บริโภคเกิดความวิตกจนต้องลดการซื้อหรือไม่ซื้อ

ธุรกิจขายตรงแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งจากที่เลื่อนการเปิดจากปีที่แล้วที่มีเหตุมหาอุทกภัย จนต้องมาเปิดในช่วงต้นปี หรือบริษัทใหม่ที่ตั้งใจเปิดในปีนี้ นับดูแล้วก็มีกว่า 10 บริษัทเลยทีเดียว

ปัจจุบันรายชื่อของบริษัทขายตรงที่จดทะเบียนเปิดดำเนินงานธุรกิจเครือข่ายกว่า 800 บริษัทที่อยู่ในหน้าเว็บไซต์ของสคบ. ทำให้เห็นชัดว่า ธุรกิจขายตรงรุ่งเรืองเพียงใด แม้ในโลกของความเป็นจริง ในจำนวนกว่า 800 บริษัทที่กล่าวมา จะมีเพียง 100-200 บริษัทเท่านั้นที่ยังเคลื่อนไหว และดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม

โดยในจำนวน 100-200 บริษัทที่เคลื่อนไหว ก็ถือว่ายังเยอะอยู่ดี และเมื่อดูจากตัวเลขมูลค่าการตลาดรวม ที่ “วรวัจน์ เอื้อภิญญกุล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายรัฐมนตรี ผู้ดูแลขายตรงเคยหลุดปากว่า มีจำนวนนับ 1 แสนล้านบาท ยิ่งเป็นตัวการันตีว่า ขายตรงรุ่งเรืองเพียงใด

ในปีนี้ ที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งคือ ธุรกิจขายตรงหลายค่ายส่วนใหญ่ มีการทำตลาดที่ตรงจุดมากกว่าที่ผ่านๆ มา โดยเน้นไปที่สินค้า และนักธุรกิจในสังกัดเป็นสำคัญ นี่คือตัวแปรที่สำคัญ สินค้าต้องดีจริง ผู้บริโภคถึงกล้าเสียเงินซื้อ และไม่เสียดายหากต้องซื้อต่อ นักธุรกิจเป็นเสมือนหัวใจของธุรกิจ บริษัทใดทำให้นักธุรกิจของตนเองหาเครือข่ายได้ดี และต่อเนื่องด้วยการประชุมอบรม และช่วยเหลือด้วยเครื่องมือต่างๆ ก็เสมือนมีชัยไปเกินครึ่ง

2 สิ่งนี้ บริษัทขายตรงในปีนี้ “ส่วนใหญ่” ทำได้ดี

เพราะหากมองย้อนไป บริษัทขายตรงหลายแห่งห่วงแต่เรื่องบริษัทคู่แข่ง ไม่มอง ไม่เน้นสร้างตลาดของตนเอง ดีแต่จะเตะตัดขากันเอง ซึ่งหารู้ไม่ว่านั่น คือ ทางดับ!!!

นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวมานี้แล้ว สิ่งหนึ่งที่จะเป็นตัวการันตีได้เป็นอย่างดีว่า ธุรกิจขายตรงในปี 55 นี้ จะดีสมเป็นปีมังกรทองคือ “น้ำท่วม”

ไม่มีใครในตอนนี้ ที่เชื่ออย่างสุดโต่งว่า น้ำจะไม่ท่วมจนสร้างความเสียหายอย่างปีที่แล้ว นี่คือเรื่องดี
เพราะความระแวงที่เกิดขึ้นนี้เอง นำไปสู่การหามาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย บริษัทขายตรงหลายแบรนด์ มีแผนรองรับน้ำท่วม เรียงลำดับขั้นตอนไว้เป็นอย่างดี และหากน้ำไม่ท่วมอย่างปีก่อนๆ

เส้นทาง 12 เดือน ของธุรกิจขายตรงในปี 55 ไม่ต่างจากการถูกโรยด้วยกลีบดอกไม้

ปีนี้ธุรกิจขายตรงต้องแข่งกับตัวเอง เมื่อไม่มีเหตุการณ์ ภายนอกเข้ามาถือเป็นโอกาสที่ดีในการผลักดันบริษัทไปข้างหน้า

หากไม่สะดุดขาตัวเอง สงสัยจะได้เฮกันถ้วนหน้า

ฟันธง!!!

ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ  ฉบับที่ 1337 ประจำวันที่

22-9-2012  ถึง 25-9-2012

 

อีสาน-ใต้ ทำเลทอง MLM หนีเมืองชิงยอดขายภูธร

อีสาน-ใต้ ทำเลทอง MLM หนีเมืองชิงยอดขายภูธร

อัตราการเติบโตของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ถือเป็นยุทธภูมิทองคำที่ยังเหลือพื้นที่และผู้คนในการทำตลาดได้อีกมาก

อีสาน-ใต้ ทำเลทอง MLM หนีเมืองชิงยอดขายที่ภูธร

ถึงแม้ตลาดใหญ่ของธุรกิจขายตรงจะเป็นกรุงเทพมหานคร แต่เมื่อมองไปที่การขยายตัวในแต่ละปี อัตราการเติบโตของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ก็จัดได้ว่ามีการขยายตัวที่ดีอย่างต่อเนื่อง สำหรับธุรกิจเครือข่ายแล้ว 2 ภูมิภาคนี้ ถือเป็นยุทธภูมิทองคำที่ยังเหลือพื้นที่และผู้คนในการทำตลาดได้อีกมาก

เมื่อดูจากการทำตลาดของบริษัทต่างๆ เห็นได้ชัดว่า บริษัทขายตรงทั้งแบรนด์ใหญ่ แบรนด์เล็กต่างก็พยายามที่จะรุกออกมาทำยอดขายในเขตต่างจังหวัด ซึ่งมีภาคอีสานและภาคใต้เป็นขุมทรัพย์ที่ต้องวางกลยุทธ์ให้ดี เพื่อชิงยอดขายก้อนโต นายจักรพันธ์ สุทธโทธน กรรมการผู้อำนวยการ เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด เปิดเผยว่า ภายในปี 2555 นี้จนถึงต้นปี 2556 บริษัทมีแผนที่จะเปิดศูนย์สาขา ที่มีลักษณะเป็น Sale Center เนื่องจากมองเห็นถึงศักยภาพ ความพร้อมต่างๆ ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจจะเข้าไปประเดิมในภาคอีสานเป็นพื้นที่แรก เนื่องจากอัตราการเติบโตขยายตัวเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งคาดว่าจะมีการใช้งบประมาณในการเปิดแต่ละศูนย์ประมาณ 5 ล้านบาท ในอนาคตจะมีการขยายไปที่ภาคใต้ ภาคเหนือเป็นลำดับถัดไป

ปีนี้สัดส่วนยอดขายของบริษัทเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่บริษัทปรับกลยุทธ์การตลาด โดยเข้าไปรุกในส่วนของตลาดภูมิภาคมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนยอดขายในช่วงไตรมาสแรกของภูมิภาคต่างๆ มีอัตราสูงขึ้น โดยภาคอีสานมียอดขายโต 100% ภาคใต้ 30% และภาคเหนือโต 5% ตามลำดับ ปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกแอ็กทีฟประมาณ 2.3 หมื่นรหัส จาก 50 จังหวัดทั่วประเทศ ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มอีก 5 พันรหัส

นายวิชัย ทองขุนคำ ประธานกรรมการ บริษัท ธนาธร ยูเนี่ยนไลฟ์ จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับศูนย์จำหน่ายสินค้าของบริษัทในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นของสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ที่จังหวัดกระบี่ สุราษฎร์ธานี แม่สอด ตราด เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ นครราชสีมา ชัยภูมิและบุรีรัมย์ โดยปีนี้ตั้งเป้าที่จะมีศูนย์ให้ได้ประมาณ 40 จังหวัด และปีหน้าคาดว่าธนาธรจะต้องมีศูนย์ครบทุกจังหวัดอีกด้วย

“เป้าหมายของเราคือ 3 ปีแรกเป็นการตั้งรับ 3 ปีที่ 2 เป็นการทำตลาดเชิงรุก 3 ปีที่ 3 เป็นการสร้างแบรนด์ ขณะเดียวกัน ในภาวะที่มีการแข่งขันสูงเช่นนี้

เราขอที่จะเติบโตอย่างไม่หวือหวา ไม่อยากที่จะแข่งขันกับใคร ต้องการที่จะแข่งขันกับตัวเองเสียมากกว่า และต้องการโตแบบมีคุณภาพ โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าที่จะมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นยอดขายที่อาจจะไม่เยอะ แต่หากทำได้ตรงตามเป้า ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของเราด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ดี นอกจาก 2 บริษัทที่กล่าวมา ยังมีนายสุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธาน กรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด กล่าวว่า “หลังจากที่บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด ได้เปิดตัวครบรอบ 1 ปี โดยภาพรวมแล้วนั้น บริษัทมีการเจริญเติบโตไปในทิศทางที่ดี และถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นที่น่าพอใจ ซึ่งบริษัทได้เน้นย้ำวิสัยทัศน์ของการก่อตั้งบริษัทเป็นหลัก นั่นก็คือการดำเนินธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซื่อสัตย์ มีจริยธรรม ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ด้วยสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ พร้อมเป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้ในด้านการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง สนับสนุนให้นักธุรกิจ ของเอเชีย สุพรีม บรรลุเป้าหมายและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน”

ในส่วนของการเปิดสาขานั้น บริษัทฯ ได้เตรียมที่จะเปิดตัวที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว ไว้เพื่อเป็นศูนย์สาขาในประเทศ ส่วนของต่างจังหวัดก็มีแล้วที่เชียงใหม่ หาดใหญ่ และบริษัทยังได้มองไปที่จังหวัดสระบุรีเป็นเป้าหมายต่อไป ที่บริษัทจะเปิดขยายสาขาเพิ่ม โดยต้องการที่จะเดินหน้ารุกตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือในอนาคต ซึ่งตลอด 1 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีสมาชิกที่สนใจเข้าร่วมงานกับบริษัทแล้วกว่า 3 พันรหัส และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมียอดสมาชิกทั้งสิ้น 1 หมื่นรหัส พร้อมกันนี้ยังได้รับการตอบรับจากสมาชิกเป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของผลิตภัณฑ์ และผลตอบแทนของบริษัท ทำให้มียอดขายเติบโตอยู่ที่ 30% คาดการณ์ว่าในอีก 3 ปีบริษัทจะมียอดขายเป็น 500 ล้านบาท”

สิ่งที่นำเสนอมาข้างต้นสะท้อนถึงความจริง ซึ่งนายวชิรชัย

คงชัย ประธานชมรมธุรกิจขายตรงภาคใต้ เคยเปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า เอกลักษณ์สำคัญของธุรกิจเครือข่ายในภาคใต้ นั่นคือ บริษัทขายตรงแต่ละค่ายไม่ค่อยมีปัญหา หรือมีความเดือดร้อนในการทำธุรกิจมากนัก นอกเหนือจากนี้ ตนมองว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคยังส่งผลดีต่อการทำธุรกิจในพื้นที่ด้วยซ้ำ เนื่องจากเมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็เสมือนกับเป็นช่องทางหนึ่งให้สมาชิกและแม่ทีมได้ไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนซึ่งกันและกัน ซึ่งจะช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน

นอกจากนี้ ในส่วนของภาครัฐที่ให้ความใส่ใจธุรกิจเครือข่ายมากขึ้น หรือภาควิชาการที่มีการตื่นตัว เริ่มปรับหลักสูตร จัดทำหนังสือคู่มือเกี่ยวกับธุรกิจนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ได้รู้จักธุรกิจนี้อย่างแท้จริง ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปีนี้ธุรกิจเครือข่าย “เป็นปีแห่งมืออาชีพ” การตลาดมีการเติบโตมากขึ้น สะดวกขึ้น ผู้คนเข้ามาสู่ธุรกิจเพิ่มขึ้น  ทั้งนี้ในภาคใต้ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ยังมีการผลักดันขายตรงเข้าไปเป็นวิชาเรียน เพื่อเป็นการให้ความรู้เบื้องต้น กับนักศึกษา ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจขายตรงในภาคใต้ กลายเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน

ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ  ฉบับที่ 1337 ประจำวันที่ 22-9-2012  ถึง 25-9-2012

 

จับตา "ขายตรงไทย" บุกชิงเค้ก "ตลาดพม่า" "หนุ่มสาววัยแรงงาน" 70% ขาดสินค้าให้ช็อป [3]

จับตา “ขายตรงไทย” บุกชิงเค้ก “ตลาดพม่า” “หนุ่มสาววัยแรงงาน” 70% ขาดสินค้าให้ช็อป [3]

หนุ่มสาววัยแรงงานเกือบ 70% ขาดสินค้าให้ช็อป

โอกาสที่จะได้เห็น ธุรกิจขายตรงไทยไปสร้างสีสัน การแข่งขันจะดุเดือดขนาดใด ในอนาคตคงได้เห็นในช่วงไม่เกิน 5 ปีข้างหน้านี้

หนุ่มสาววัยแรงงานเกือบ 70%ขาดสินค้าให้ช็อป

โอกาสที่จะได้เห็น ธุรกิจขายตรงไทยไปสร้างสีสรร การแข่งขันจะดุเดือดขนาดใด ในอนาคตคงได้เห็นในช่วงไม่เกิน 5 ปีข้างหน้านี้ เพราะขนาดมิสทินได้ถึงขั้นเปิดเผยผลสำรวจชิงความได้เปรียบในตลาดพม่าก่อนใครแล้วว่า เครื่องสำอางมิสทิน ได้ครองความเป็นผู้นำเบอร์ 1 ในตลาดเครื่องสำอางที่อยู่ในใจของผู้หญิงพม่า ด้วยภาพลักษณ์เทียบเท่าเครื่องสำอางแบรนด์เนมจากยุโรป-อเมริกา และต่อไป มิสทินจะพิ่มความเข้มข้นในการเจาะตลาดด้วยการโฆษณาและกิจกรรมเพื่อกระตุ้นและเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคชาวพม่า

ปัจจุบันสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมความงาม โดยเฉพาะเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็นครีมบำรุงผิวที่มีสรรพคุณช่วยลบเลือนริ้วรอยหรือช่วยให้ผิวหน้าขาวใสและครีมกันแดด เป็นสินค้ากลุ่มที่ีโอกาสขยายตัวสูงในตลาดพม่า เนื่องจากหนุ่มสาววัยแรงงานมักนิยมทดลองใช้สินค้าแปลกใหม่ที่เพิ่งวางจำหน่ายและตัดสินใจซื้อได้ง่าย เพียงแต่มีสินค้าให้เลือกซื้อใช้ไม่มากน้ก

นอกจากนี้ จะเห็นว่า พฤติกรรมผู้บริโภคชาวพม่า เกือบร้อยละ 70 จากจำนวนประชากรทั้งหมดอยู่ในวัยทำงาน ซึ่งมีช่วงอายุระหว่าง 15-64 ปีเป็นกลุ่มผู้บริโภคสำคัญที่มีอำนาจซื้อ

โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยแรงงาน ที่ล้วนแต่เคยมีประสบการณ์กับสินค้าไทย หากมีความคุ้นเคยหรือเคยมีประสบการณ์ใช้แล้วเป็นที่พอใจ ก็จะช่วยให้เกิดความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของสินค้าและง่ายต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำ

ดังนั้น ธุรกิจรายได้ก็ตาม หากมีความรู้ความเข้าใจในโครงสร้างประชากร วิถีการบริโภค รสนิยมและการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคชาวพม่า จะมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางกลยุทธ์การผลิตและส่งออกสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในพม่าได้ดียิ่งขึ้น คนแรกที่เข้าถึงผู้บริโภคก่อน สินค้าเป็นที่ถูกใจและพึงพอใจ ทำให้เกิดการซื้อซ้ำ ย่อมมีโอกาสที่จะเข้าไปนั่งในใจของผู้บริโภคและตัดสินใจซื้อสินค้าใช้ในโอกาสต่อไป

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์รายปักษ์ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 กันยายน 2555 สกู๊ปหน้า 2 “จับตาขายตรงไทย บุกชิงเค้ก ตลาดพม่า

หนุ่มสาววัยแรงงาน70%ขาดสินค้าให้ช็อป

 

จับตา "ขายตรงไทย" บุกชิงเค้ก "ตลาดพม่า" "หนุ่มสาววัยแรงงาน" 70% ขาดสินค้าให้ช็อป [2]

พม่า กำลังการซื้อพุ่ง ขายตรงรุกสร้างสีสรร

ความเป็นตลาดใหญ่ของพม่า วันนี้ก่อนเปิด AEC จะเห็นกองทัพนักลงทุนไทยที่หลากหลายบริษัทขายตรงต่างเดินทางไม่ขาดสายไปปักธงในพม่ากันอย่างต่อเนื่อง

จับตา “ขายตรงไทย” บุกชิงเค้ก “ตลาดพม่า” “หนุ่มสาววัยแรงงาน” 70% ขาดสินค้าให้ช็อป [2]

พม่า กำลังการซื้อพุ่ง ขายตรงรุกสร้างสีสรร

จากข้อมูลของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ระบุว่า พม่า เป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 3 ของไทย ในกลุ่มอาเซียนใหม่และเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากร 54.5 ล้านคน สูงกว่า “กัมพูชา” และ “สปป.ลาว” แต่กำลังซื้อยังไม่มากนัก ด้วยข้อจำกัดของทางเลือกในการบริโภคที่มีไม่มากพอ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีแหล่งท่องเที่ยวและสถานบันเทิงไม่มากนัก ทำให้รายได้ส่วนใหญ่ของชาวพม่าถูกนำไปใช้จ่ายด้านสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันเป็นหลัก

ดังนั้น สินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมความงาม โดยเฉพาะเครื่องสำอาง ทั้งครีมบำรุงผิว ที่มีสรรพคุณช่วยลบเลือนริ้วรอย หรือช่วยให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใสและครีมกันแดด กลายเป็นสินค้ากลุ่มที่มีความต้องการและมีโอกาสขยายตัวสูงในตลาดพม่า เนื่องจากหนุ่มสาววัยแรงงานมักนิยมทดลองใช้สินค้าแปลกใหม่ ที่เพิ่งวางจำหน่ายและตัดสินใจซื้อได้ง่าย เพียงแต่ “มีสินค้า” ให้เลือกซื้อเลือกใช้ไม่มากนัก ขณะที่ กำลังซื้อของ “ผู้บริโภคชาวพม่า” พบว่ามีมากพอสมควร พบว่ารายได้ต่อหัวของประชากร (GDP per Capita) ในปี 2555 พบว่า เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 855 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี เพิ่มจากระดับ 742 เหรียญสหรัฐในปี 2553

ดังนั้น ความเป็นตลาดใหญ่ของพม่า วันนี้ก่อนเปิด AEC จะเห็นกองทัพนักลงทุนไทยที่หลากหลายบริษัทขายตรงต่างเดินทางไม่ขาดสายไปปักธงในพม่ากันอย่างต่อเนื่อง และนับวันจะคึกคักเพิ่มมากขึ้นทุกที “มิสทีน” บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ธุรกิจขายตรงชั้นเดียว แบรนด์เครื่องสำอางรายแรกที่เข้าไปบุกเบิกตลาดพม่า มาก่อนหน้านี้ได้ประมาณ 8 ปี ก็ได้สร้างสีสรรในตลาดพม่าอย่างจริงจัง ดนัย ดีโรจน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ เชื่อมั่นว่า พม่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะก้าวขึ้นสู่ประเทศดาวรุ่ง วันนี้จึงร่วมทุนกับ “สหพัฒน์” ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของไทย ลงทุนตั้งโรงงานผลิตพร้อมกับเพิ่มความเข้มข้นกลยุทธทางการตลาดด้วยการโฆษณาและจัดกิจกรรม ขณะบริษัทขายตรงรายอื่นๆ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ยูนิตี้ บริษัท คังเซนเคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด buy cialis online canada ต่างไปลุยปักธงรอบุกตลาดชิงส่วนแบ่งในอนาคตกันแล้ว แม้แต่บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ “บัญชา เหมินทคุณ” รองกรรมการผู้จัดการ ซึ่งมั่นใจว่าการแข่งขันตลาดเครือข่ายในพม่ายังน้อยกว่าไทย และกำลังซื้อ ถึงแม้จะน้อยกว่าไทย แต่ก็มีความเชื่อมั่นว่าประชากรยังต้องการรายได้เสริม

[ติดตามอ่านต่อตอนที่ 3 ....]

ที่มา : หนังสือพิมพ์รายปักษ์ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 กันยายน 2555 สกู๊ปหน้า 2 “จับตาขายตรงไทย credit report online บุกชิงเค้ก ตลาดพม่า หนุ่มสาววัยแรงงาน70%ขาดสินค้าให้ช็อป

 

จับตา "ขายตรงไทย" บุกชิงเค้ก "ตลาดพม่า" "หนุ่มสาววัยแรงงาน" 70% ขาดสินค้าให้ช็อป

นับตั้งแต่ปี 2531 จนถึงปี 2554 "ไทย" ถือว่าเป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนสูงสุดอันดับ 1 ใน "พม่า" ด้วยปริมาณการลงทุนรวม 9,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 4 แสนล้านบาท

นับตั้งแต่ปี 2531 จนถึงปี 2554 “ไทย” ถือว่าเป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนสูงสุดอันดับ 1 ใน “พม่า” ด้วยปริมาณการลงทุนรวม 9,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 4 แสนล้านบาท

จับตา “ขายตรงไทย” บุกชิงเค้ก “ตลาดพม่า” “หนุ่มสาววัยแรงงาน” 70% ขาดสินค้าให้ช็อป [1]

แม้เวลาที่ผ่านมา การเข้าไปลงทุนของ “นักธุรกิจต่างชาติ” ใน “พม่า” จะเต็มไปด้วยอุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะ “ข้อจำกัด” ทางด้าน “กฎหมายอันเข้มงวด” แต่ก็ไม่สามารถปิดกั้นการเข้าไปลงทุนของนักธุรกิจจากต่างแดนได้ ตลอด 23 ปี นับตั้งแต่ปี 2531 จนถึงปี 2554 “ไทย” ถือว่าเป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนสูงสุดอันดับ 1 ใน “พม่า” ด้วยปริมาณการลงทุนรวม 9,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 4 แสนล้านบาท แต่ทว่าก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อย เมื่อ “ไทย” ได้เสียแชมป์สูงสุดอันดับ 1 ให้แก่ “นักลงทุนจีน” ในปี 2555 นี้เอง โดย “นักลงทุนจีน” มีมูลค่าการลงทุนใน “พม่า”

รวมสูงสุดประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นร้อยละ 34.5 ของยอดเงินลงทุนทั้งหมด ทำให้มูลค่าการลงทุนของ “ไทย” ใน “พม่า” หล่นไปอยู่ในอันดับสอง

บรรยากาศเริ่มสดใสหลัง “สภาล่างพม่า” ผ่านกม.ลงทุน

“สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน” หรือ “บีโอไอ” ได้พยายามเร่งเครื่องทวงแชมป์กลับคืนด้วยการขนทัพ “นักลงทุนยักษ์ใหญ่ของไทย” บุกไป “พม่า” อีกหน เพราะเห็นว่ามีโอกาสที่จะทวงแชมป์กลับคืนมาได้ โดยอาศัยทุนเดิมที่มีคือ “ความไว้วางใจ” จากทางการพม่า และพฤติกรรมผู้บริโภคชาวพม่า ที่มีรสนิยมบริโภคสินค้าแบรนด์ไทย เนื่องจากมีคุณภาพสูงกว่าผู้ผลิตในอีกหลายประเทศ

ปราณี ศิริพันธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เคยระบุไว้ว่า ที่ผ่านมาธุรกิจคนไทย ล้วนประสบความสำเร็จในการเข้าไปลงทุนในพม่า และธุรกิจขายตรงก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะหากดูสถิติการค้าระหว่าง ไทยกับพม่า เมื่อปี 2554 จะพบว่า มีมูลค่าสูงถึง 6,114 ล้านเหรียญสหรัฐ และเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 มีอัตราการขยายตัวมากถึงร้อยละ 25.12 นับเป็นตลาดที่สดใสไม่น้อยกับการเข้าไปแสวงหาโอกาส

และลู่ทางขยายตลาดในพม่า

ทั้งนี้ หากภาครัฐร่วมมือภาคเอกชนทุกกลุ่มอุตสาหกรรมที่เห็นช่องทางการลงทุนในพม่า ก็มีแนวโน้มสูงที่ไทยจะได้กลับมาผงาดเป็นอันดับ 1 ด้านการลงทุนอีกครั้ง เนื่องจากบรรยากาศการลงทุนขณะนี้ เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น หลังมีกระแสข่าวดีออกมา เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาว่า สภาล่างพม่า ได้อนุมัติร่างกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ว่าด้วยการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ ที่ต่างถกเถียงหารือถึงประเด็นการอนุญาตให้ “นักลงทุนต่างชาติ” ถือหุ้นในธุรกิจที่ลงทุนได้ร้อยละ100 เต็ม หรือจะลงทุนในรูปแบบของการร่วมทุนกับเอกชนหรือหน่วยงานรัฐบาลได้ ภายใต้ข้อกำหนด “นักลงทุนต่างชาติ” ต้องมีสัดส่วนในการลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของยอดเงินลงทุนทั้งหมด และหากพม่าเปิดประเทศมากเท่าใด ไทยก็มีโอกาสสูงสุดที่จะเป็น “ประตูทางผ่านเข้าสู่พม่า” หรือ “เกตเวย์” ได้ เพราะมีชายแดนและความความสัมพันธ์ที่ดีกับพม่ามาก

[ติดตามอ่านต่อตอนที่ 2 ....]

ที่มา : หนังสือพิมพ์รายปักษ์ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 กันยายน 2555 สกู๊ปหน้า 2 “จับตาขายตรงไทย บุกชิงเค้ก ตลาดพม่า หนุ่มสาววัยแรงงาน70%ขาดสินค้าให้ช็อป

 

เทคนิคการปกครองดูแลทีมงาน [4]

เทคนิคการปกครองดูแลทีมงาน ตอนที่ 4

การที่จะปกครองหรือจะบังคับบัญชาใครต่อใครได้นั้น ต้องปกครองและรู้จักบังคับตนเองให้ได้เสียก่อน จึงจะสามารถปกครอง และบังคับบัญชาผู้อื่นได้ในเวลาเดียวกัน

การที่จะปกครองหรือจะบังคับบัญชาใครต่อใครได้นั้น ต้องปกครองและรู้จักบังคับตนเองให้ได้เสียก่อน จึงจะสามารถปกครอง และบังคับบัญชาผู้อื่นได้ในเวลาเดียวกัน

คำตอบ | การปกครองดูแลปลาทั้ง 6 ตัว หรือลูกทีม 6 ท่าน ขอเสนอแนะดังนี้

1. คุณปลาเนื้ออ่อน จงอดทนกับการสอนงาน การติดตามงาน การพัฒนา ทัศนคติควบคู่กับการสร้างกำลังใจ ให้รุ่นพี่ที่ทำงานได้มาตรฐานพาออกสนาม เพื่อที่จะได้เรียนรู้แนวทางหรือแบบแผนความสำเร็จ

2. คุณปลาหมอ ให้ข่าวสารที่ถูกต้องกับพนักงานขายอื่นๆ ควบคู่กับการสร้างความเป็นกันเองกับทีมงานทุกๆ คน และดูแลให้ทุกๆ คนทำงานภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน คือ หลักความยุติธรรมในการทำงานอย่างถูกต้อง แม้จะไม่ถูกใจบางคน

3. คุณปลาแรด ให้คุณปลาแรดมีบทบาทในการเข้าร่วมประชุม หรือมีส่วนร่วมในการจัดประชุมให้บ่อยๆ ให้การยอมรับและยกย่องในความสามารถของเขา

4. คุณปลาซิว ให้ความใกล้ชิด ให้ความรู้และพัฒนาทัศนคติในการทำงาน ให้ไปทำความรู้จักหรือพูดคุยกับคนเก่งๆ ที่ประสบความสำเร็จ

5. คุณปลาเสือ คุณปลาชะโดต้องวางตัวใหม่ให้สม่ำเสมอเป็นกันเองอย่างปกติ ไม่แสดงตัวว่าสนิทสนมเป็นพิเศษ ส่งเสริมและพัฒนาให้เขาประสบความสำเร็จ

6. คุณปลาไหล ให้ตั้งเป้าหมาย เพื่ิอควบคุมงานและท้าทายผลงานกับเขาโดยให้ทำงานภายใต้กฎระเบียบ กติกาเดียวกันกับทุกๆ คน

โบราณกล่าวว่า การจะเป็นนายปกครองคนอื่น จะต้องหัดเป็นนายตัวเองเสียก่อน นั่นก็หมายความว่า จะปกครองหรือจะบังคับบัญชาใครต่อใครได้นั้น จะต้องปกครองและรู้จักบังคับตนเองให้ได้เสียก่อน จึงจะสามารถปกครอง และบังคับบัญชาผู้อื่นได้ในเวลาเดียวกัน คนที่ไม่เคยปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำแนะนำจากผู้อื่นมาก่อน ก็จะไม่สามารถบังคับบัญชาคนอื่น ๆ ได้เช่นกัน
…………………………………………….

ที่มา : หนังสือพิมพ์รายปักษ์ ธุรกิจเครือข่าย cheapest car servicing ฉบับที่ 234 ประจำวันที่ 16-31 สิงหาคม 2555 คอลัมน์ จากฝันสู่ความสำเร็จ อ.สมชาติ กิจยรรยง

 

เทคนิคการปกครองดูแลทีมงาน [3]

เทคนิคการปกครองดูแลทีมงาน ตอนที่ 3

มีโจทย์ที่ขอชักชวนให้ท่านช่วยกันคิด ในฐานะเป็นผู้บริหารทีมขายตรง คือ คุณปลาชะโด ว่าจะเริ่มทำงานขายจากตำแหน่งผู้จำหน่ายตรง มีความขยัน ทุ่มเทสม่ำเสมอ จนได้รับเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว เป็นคนใจดีไม่ชอบพูดมาก

เทคนิคการปกครองดูแลทีมงาน

การเป็นผู้นำต้องมีศิลปะในการปกครองดูแล ต้องรู้จักลักษณะนิสัยของผู้ร่วมทีมงาน และสามารถประสานและชักจูงในทีมงานสามารถปฏิบัติงานเพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกันได้

คุณปลาชะโดมีลูกน้องอยู่ 6 คนดังนี้

1. คุณปลาเนื้ออ่อน เป็นเด็กหนุ่มที่เพิ่งจบ มาสมัครเป็นพนักงานขายได้ 2-3 เดือน เป็นคนหนุ่มไฟแรง ขยันทำงาน แต่เรียนรู้ช้า ต้องพูดมาก หรืออธิบายความรู้สินค้าหลายครั้ง ผลงานไม่ค่อยจะดี จะสอนก็ต้องสละเวลาแก่คุณปลาเนื้ออ่อนเป็นอย่างมาก

2. คุณปลาหมอ เคยเป็นพนักงานขายมาก 2 ปี

ชอบหาทางลัดในการทำงานเสมอ และมักจะทำตัวเป็นลูกพี่ของหลายๆ คนในบริษัท บางครั้งสอนวิธีการทำงานที่ฉลาดแกมโกงแก่รุ่นหลังๆ เพื่อสร้างจุดเด่นให้ตนเอง

ชอบนินทาคุณปลาชะโดเสมอ

3. คุณปลาแรด เป็นสาวสวย บุคลิกดี ขายเก่ง มีรสนิยม เป็นท๊อปอยู่เรื่อยๆ เชื่อมั่นตนเองสูง ไม่ค่อยฟังใคร และไม่ศรัทธาคุณปลาชะโดเท่าไร ชอบขออภิสิทธิ์ที่จะไม่เข้าประชุมหรืออบรม ชอบทำตัวเด่นต้องการให้หลายๆคน ยอมรับ

4. คุณปลาซิว ทำงานประมาณ 1 ปี เป็นคนขี้ใจน้อย ปากกับใจไม่ค่อยตรงกัน ชอบบ่นหรือพูดแต่ปัญหาการขาย และชอบปรับทุกข์กับเพื่อนร่วมงานเสมอ แสดงอาการท้อแท้ให้เห็นบ่อยๆ ผลงานปานกลาง

5. คุณปลาเสือ เป็นสาวไฟแรงสูง ชื่นชมคุณปลาชะโดอยู่ในใจ มักซื้อของฝากติดมือมาฝากคุณปลาชะโดเสมอ ถ้าใครมานินทาให้ได้ยิน เธอจะแก้แทนให้ตลอด พนักงานขายหลายคนคิดว่า มีอะไรกับคุณปลาชะโด ผลงานปานกลาง

6. คุณปลาไหล เป็นคนที่คล่องมาก ผลงานไม่แน่นอน ชอบสนุกสนาน เฮฮากับพนักงานขาย คำถาม ถ้าท่านเป็นคุณปลาชะโด จะปกครองดูแลบุคคลทั้ง 6 นี้ อย่างไร

(อ่านต่อตอนที่สี่…)

ที่มา : หนังสือพิมพ์รายปักษ์ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 234 ประจำวันที่ 16-31 สิงหาคม 2555 คอลัมน์ จากฝันสู่ความสำเร็จ อ.สมชาติ กิจยรรยง

เทคนิคการปกครองดูแลทีมงาน [2]

เทคนิคการปกครองดูแลทีมงาน ตอนที่

2

การปกครองดูแลทีมงานขาย

การทำให้ทีมงานเชื่อถือ ผู้นำต้องมีความเชื่อมั่น ศรัทธาในธุรกิจและอาชีพ วางตัวสม่ำเสมอ ยุติธรรม ไม่ลำเอียง สามารถประสานประโยชน์ด้วยการแจ้งข่าวสารแก่ทีมงานเสมอต้นเสมอปลาย และสามารถสร้างพันธะและข้อผูกพันด้วยการร่วมกำหนดเป้าหมายของชีวิตกับลูกทีม

4. การให้ทีมงานเชื่อถือ

อาวุโสไม่ได้วัดกันที่วัย การทำให้ทีมงานเชื่อถือ ไม่ใช่ทำแบบมาเฟีย หรือแรงกดดัน แต่การทำให้ทีมงานเชื่อถือได้ ผู้นำจะต้อง
  • เชื่อมั่นตนเองและอยากแสดงออกอย่างเชื่อมั่น ให้ในสิ่งที่เขาอยากได้โดยการเป็นสะพานเชื่อม

  • ทำให้เขามีพันธะ หรือข้อผูกพันอันได้แก่เป้าหมายของชีวิต

  • ทำให้เขาศรัทธาในธุรกิจและอาชีพ

  • ทำให้เขายอมรับความสามารถ

  • วางตัวสม่ำเสมอ และยุติธรรมไม่ลำเอียง

  • ประสานประโยชน์โดยการแจ้งข่าวสารของธุรกิจให้ทราบ

5. ใช้ภาวะความเป็นผู้นำ

ในการปรับปรุงคุณภาพการทำงานของผู้จำหน่ายระดับต่างๆ

สิ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือในการปรับปรุงคุณภาพ คือ

  • ทัศนคติ

  • เป้าหมายในการทำงาน

  • ระบบงานที่เอื้ออำนวยประโยชน์ในการทำงาน

  • และรู้จักใช้เวลาให้เกิดประโยชน์

คุณภาพการทำงานของผู้จำหน่ายตรง ย่อมต้องอาศัยภาวะความเป็นผู้นำของผู้บริหารที่ใฝ่รู้ ดูไกล ใจกล้า ท้าพิสูจน์ พูดเป็นและเน้นคุณธรรม คือ มีพรหมวิหารสี่ อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

มีคำถามเพื่อตรวจสอบว่า เราผู้มีพรหมวิหารสี่หรือไม่ ที่จะทำให้ทีมงานยกย่องหรือทำงานแบบชนิดที่ทีมงานคอยที่จะเหยียบ เพราะคิดว่าเป็นพรมเช็ดเท้า เพื่อเป็นกระจกเงาให้แก่ท่าน ดังนี้

  • ท่านเคยเป็นแบบนี้บ้างไหม?

  • ยกย่อง ชมเชยบ้างไหม?

  • กระตือรือล้น/ รับผิดชอบแค่ไหน?

  • เป็นผู้ฟังที่ดีหรือไม่?

  • มีเวลาบ้างหรือไม่ เพื่อชี้แจงปัญหาของเขา?

    (อ่านต่อตอนที่สาม…)

    ที่มา : หนังสือพิมพ์รายปักษ์ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 234 ประจำวันที่ 16-31 สิงหาคม 2555 คอลัมน์ จากฝันสู่ความสำเร็จ อ.สมชาติ กิจยรรยง


เทคนิคการปกครองดูแลทีมงาน [1]

เทคนิคการปกครองดูแลทีมงาน

ตอนที่ 1

 

เทคนิคการปกครองดูแลทีมงาน

คนในทีมงานในธุรกิจ MLM ไม่ใช่ลูกน้อง ไม่ใช่ลูกจ้าง และไม่ใช่คนรับใช้ จะอาศัยวิธีข่มขู่ บังคับ หรือลงโทษ คงไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้จัดการที่เป็นผู้นำต้องสร้างอำนาจ ศรัทธา บารมีที่มาจากความสามารถ และการยอมรับในความรู้ ประสบการณ์ หรือความสามารถของตน

มีสิ่งที่ท่านในฐานะผู้นำ หรือ ผู้บริหารที่จะต้องปกครองดูแลทีมงานหลายๆ คน ว่ามีสิ่งที่จะต้องพิจารณาเพื่อรู้เขาในอันที่จะทำให้เราได้รู้ทางหนีทีไล่ให้ถูกต้อง คือ ดูคนของเราในแง่มุมต่างๆ เท่าที่เวลาและโอกาสจะอำนวย คือ

  • งาน MLM เขาสนใจแค่ไหน       พื้นฐานเขาเป็นอย่างไร

  • สุขภาพ ความแข็งแรง               การศึกษาที่่ผ่านมา

  • ความสนใจ ความใส่ใจๆ            อารมณ์ของเขา

  • มีงานอดิเรกอะไร หรือไม่           ลักษณะนิสัยใจคอ

  • ชีวิตประจำวัน/ ชีวิตครอบครัว     ความทะเยอทะยาน

  • ฐานะทางการเงิน                       ประสบการณ์เขาในอดีต

วิธีจะปฏิบัติตนต่อทีมขาย MLM
1. ใช้พระคุณมากกว่าพระเดช
เพราะคนในทีมงานในธุรกิจ MLM ไม่ใช่ลูกน้อง ไม่ใช่ลูกจ้าง และไม่ใช่คนรับใช้ จะอาศัยวิธีข่มขู่ บังคับ หรือลงโทษ คงไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้จัดการที่เป็นผู้นำต้องสร้างอำนาจ ศรัทธา บารมีที่มาจากความสามารถ และการยอมรับในความรู้ ประสบการณ์ หรือความสามารถของตน

2. อยู่ในฐานะผู้ให้
การปกครองดูแลทีมขาย ไม่ใช่วิธีการจับผิด หรือหาข้อบกพร่องของทีมงาน แต่ผู้จัดการหรือผู้นำจะต้องอยู่ในฐานะผู้ให้ตลอดเวลา

  • ให้ความรู้                ให้ความรัก         ให้ความเมตตา

  • ให้ความช่วยเหลือ    ให้โอกาส           ให้ความหวัง

  • ให้ความจริงใจ         ให้กำลังใจ         ให้คำแนะนำ

  • ให้ความเชื่อมั่น        ให้เกียรติ           ให้การยอมรับ

3. สร้างสรรค์ทีมงาน
ผู้นำหรือผู้บริหารงานขาย ต้องทำหน้าที่เป็นผู้สอน ผู้ฝึก ผู้แนะนำช่วยแก้ปัญหา พร้อมๆ กับนำพาให้เขาประสบความสำเร็จบนถนนของธุรกิจ MLM ซึ่งจะต้องมีแนวทางสร้างสรรค์ทีมขาย โดย

การสร้างแรงจูงใจ หรือชักจูง                ให้อภัยเมื่อเขาผิดพลาด

อย่าหายหน้าเมื่อเขาอยากพบ               อย่าหลบเมื่อเกิดปัญหา

ทำงานอย่างเคารพกติกา                      รู้จักท้าทายผลงาน

รู้จักอ่านอารมณ์ทีมงาน                         ประสานความเสมอภาค

ให้ความสำคัญกับการประชุม/พัฒนา      ให้เขารับผิดชอบตัวเอง

(อ่านต่อตอนที่สอง…)

ที่มา : หนังสือพิมพ์รายปักษ์ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 234 ประจำวันที่

16-31 สิงหาคม 2555 คอลัมน์ จากฝันสู่ความสำเร็จ อ.สมชาติ กิจยรรยง